wellcome to blogger freemmie

wellcome to blogger freemmie

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

วันจันทร์ ที่ 20 เดือนเมษายน พ.ศ.2558

บันทึกอนุทินครั้งที่  14
วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวม
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ  แจ่มถิ่น
วันอังคาร  ที่  14  เดือนเมษายน พ.ศ.2558
ครั้งที่  14  กลุ่ม  103   ห้องเรียน 443
เวลาเรียน 14.10 - 16.40 น.

***ในรายสัปดาห์นี้ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากปิดเทศการสงกราน หรือปีใหม่ไทย


               

               



วันจันทร์ ที่ 20 เดือนเมษายน พ.ศ. 2558

บันทึกอนุทินครั้งที่  13
วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวม
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ  แจ่มถิ่น
วันอังคาร  ที่  7  เดือนเมษายน พ.ศ.2558
ครั้งที่  13  กลุ่ม  103   ห้องเรียน 443
เวลาเรียน 14.10 - 16.40 น.

    ในรายสัปดาห์นี้เป็นการเรียนการสอนการส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ  โดยที่ผ่านมา  ได้เรียนไปแล้ว 3  ด้านคือ  ด้านทักษะสังคม  ด้านทักษะภาษา  ด้านทักษะการการช่วยเหลือตนเอง  ในสัปดาห์จึงเป็นความรู้เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางการเรียน  ซึ่งเป็นทักษะสุดท้าย  ซึ่งในการเขียนแผน  IEP นั้นเราจะต้องใส่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องของ  4  ทักษะนี้   โดยจำไว้ว่าเป้าหมายหลักๆของการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางการเรียนเราต้องเตรียมความพร้อมของเด็ก คือ  การช่วยให้เด็กแต่ละคนเรียนรู้ได้  และมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดีที่ตนสามารถ ทำอะไรด้วยตนเองได้  ซึ่งเด็กจะเกิดการพัฒนาความกระตือรือร้น  อยากรู้อยากเห็น  อยากสำรวจอยากทนลองการส่งเสริมพื้นฐานการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงแต่ให้เด็กสามารถบวกลบคูณหารเป็น  ครูต้องช่วยให้เด้กเเต่ละคนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองให้ได้ด้วย  โดยเราตัวครูคอยให้คำแนะนำ คำปรึกษาอยู่ห่างๆ   ในการสอนเด็กนั้นช่วงความสนใจเด็กมีไม่มากนั้น  เช่นเด็กพิเศษช่วงความสนใจเขาจะมีเพียง  5 - 10  นาที  ดังนั้นในการเล่านิทานหากมีเด็กพิเศษเรียนด้วย  นิทานเรื่องนั้นควรเป็นนิทานที่ฟังจนจบ  มีหน้าไม่มากเกินไป    แต่หากเป็นกิจกรรมอื่น  เช่น  กิจกรรมศิลปะ  ก็ควรเป็นกิจกรรมที่ง่ายๆ เด็กสามารถทำแปปเดียวเสร็จ ไม่ต้องมาก  ไม่ต้องยาก  เพื่อให้เด็กรู้สึกว่า ตนเองทำได้  หนูทำได้
      การเลียนแบบ  การเรียนรู้ส่วนมากใช้วิธีการเรียนรูัแบบเลียนแบบ  จาก  ครู  เพื่อน  หรือผู้ที่มาอายุมากกว่า   การกระตุ้นการทำตามคำสั่ง  คำแนะนำนั้น ในการสั่งอาจเกิดเหตุการณ์ดังต่อไปนี้คือ   เด็กได้ยินสิ่งที่ครูพูดไม่ชัดเจน     เด็กไม่เข้าใจคำศัพท์ที่ครูใช้   คำสั่งของครูผู้สอนยากมีความซับซ้อนเกินไป

เคสตัวอย่าง 
ในห้องเรียนเด็กอนุบาล  มีเด็กชื่อซอนย่า เป็นเด็กดาว์นซินโดรม มีความบกพร่องทางสติปัญญา  โคโมโซมตัวที่  21  ขาดหายไป  1 แท่ง  แต่ครูต้องการให้น้องซอนย่าเลียนแบบเพื่อนในการเรียนรู้   โดยมีน้องหมิวเป็นเด็กปกติ  ครูต้องการให้น้องซอนย่าไปหยิบกระเป๋าให้ครู   เพราะฉนั้นครูต้องให้น้องซอนย่าทำตามน้องหมิว  ดังนั้นในการใช้ให้เด็กซอนย่าและน้องหมิวไปหยิบกระเป๋า  ครูต้องเรียกชื่อน้องซอนย่าก่อน   คือ  น้องซอนย่า น้องหมิวไปหยิบกระเป๋าสีชมพูบนโต๊ะให้ครูหน่อยลูก   พอน้องซอนย่าเห็นน้องหมิวลุกขึ้น น้องซอนย่าก็จะลุกขึ้นตาม  ในการเรียกชื่อครูต้องตั้งสติน้องซอนย่าก่อน เอาเด็กพิเศษขึ้นก่อนเสมอเพื่อดึงสติ

- การรับรู้ทางการเคลื่อนไหว
คือ   การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง  5  คือ  การได้ยิน  การมองเห็น  การสัมผัส  การลิ้มรส   การดมกลิ่น   ถ้าหากคนปกติ  ถ้าเราใช้ประสาทสัมผัสทั้ง  5  ด้วยคนปกติจะตอบสนอง   แต่ถ้าเด็กพิเศษจะไม่ตอบสนองเราต้องเรียกและเข้าไปเตะตัวเลย

เคสตัวอย่าง 
ในบางกรณี   ถ้วยกาแฟ  ถ้าหากเด็กปกติจับถ้วยกาแฟร้อนๆ  มือจะถึงเด็กจะเกิดความร้อนของกาแฟเด้กจะกะชากมือออก   แต่เด็กพิเศษซึ่งตรงกันข้ามคือ   เวลาอาจผ่านไปสัก  3  นาทีถึงเด็กจะมีความรู้สึกว่าร้อนถึงจะกะชากมือออกซึ่งเป็นเรื่งอปกติ     ในการจัดของเล่นควรมีน้ำหนัก   มีพื้นผิว  เพื่อให้เขามีความรู้สึก   เพื่อที่จะกระตุ้นความรู้สึกเขาเยอะๆ

- การควบคุมกล้ามเนื้อเล็ก



จากภาพจะเห็นได้ว่า   ภาพที่  1  มีความเหมาะสมกับเด็กมากที่สุด  คือ   มีความเล็ก   สะดวก   ปลอดภัย  ปลายกรรไกรโค้งมน    ซึ่งมีความเหมาะสมมากกับเด็กอนุบาล  

-  ตัวอย่างอุปกรณ์สำหรับเด็กพิเศษ   


จะเห็นได้ว่า  ภาพที่  2   ไม่เหมาะสมกับเด็กเพราะตัวต่อมีเยอะเกินไป


จากภาพนั้น  เป็นการต่อบล็อก   โดยวิธีการเล่นนั้นครูเป็นผู้ต่อบล็อกให้เด็กได้ดู   เป็นตัวอย่างเพื่อเป็นแนวทางในการต่อบล้อกให้เกิดการเรียนรู้   ในการเล่นนั้น  1. เด็กสามารถเล่นกับเพื่อน  2.ในการเล่นนั้นเด็กสามารถวนกิจกรรมเอาเพื่อให้เดผ้กช่วยกันต่อบล้อก  ซึ่งกิจกรรมนี้จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดี   และคิดว่าตนเองสามารถทำได้   อีกทั้งกิจกรรมนี้ยังช่วยฝึกสมาธิ   และช่วยส่งเสริมกล้ามเนื้อเล็กในการทำกิจกรรมอีกด้วย   

ในการทำกิจกรรมนั้นมีประโยชน์มากมายซึ่งส่งผลต่อความจำของเด็ก  เช่น  ในการทำกิจกรรมเราสามารถให้เด็กเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในการทำกิจกรรม
  จากการสนทนา   เช่น 
-  เมื่อเช้าหนูทานอะไร
- แกงจืดที่เรากินใส่อะไรบ้าง
- จำตัวละครในนิทาน
- จำชื่อครู  หรือเพื่อน
- เล่นเกมทายของที่หายไป

ทักษะด้านคณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  

เช่น  การจำแนก   เปรียบเทียบ   การชั่ง  การตวง     การคาดคะเน  เป็นต้น


จากภาพนั้นเด็กจะได้ เรื่อง  มิติสัมพันธ์  เครื่องเล่นข้างบน - ข้างล่าง  

การวางแผนการเตรียมพื้นฐานทางวิชาการ  
  • จัดกลุ่มเด็ก
  • เริ่มต้นเรียนรู้โดยช่วงเวลาสั้นๆ
  • ให้งานเด็กเเต่ละคนอย่างชัดเจน ว่าต้องทำที่ไหน  
  • ติดชื่อเด็กตามที่นั่ง
  • ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
  • บันทึกว่าเด็กชอบอะไรมากที่สุด
  • รู้ว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนงาน
  • มีอุปกรณ์ไว้สับเปลี่ยนใกล้มือ
  • เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนเด็กมาถึง
  • พูดในทางที่ดี
  • จัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหว
  • ทำบทเรียนให้สนุก    
หลังจากได้เรียนรู้ไปแล้วอาจารย์ก็เปิดวีดีโอให้ดู  ในวีดีโอนั้นเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายซึ่งไม่มีแขนทั้งสองข้าง  แต่สามารถดำรงชีวิตได้แบบคนปกติ  ซึ่งทำให้รู้ว่าเรามีครบทั้ง  32  เราควรทำตัวให้มีค่าอย่าย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง  ขนาดน้องเขามีไม่ครบ  32  น้องเขายังสู้ชีวิตและดำรงชีวิตอย่างมีความสุข   หากเราท้อเมื่อไหร่เราสามารถนึกถึงน้องเขาได้เพื่อเป็นเเรงผลักดันในการต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง   เพราะในโลกนี้มีคนที่ลำบากและแย่กว่าเราเยอะ  เกิดเป็นคนสู้ดินรนต่อไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ  และยั้งคิดเสมอว่าทุกวันเป็นวันสุดท้ายของชีวิต  สู้สู้คะ 


การประเมินการเรียนรู้รายสัปดาห์  

ประเมินตนเอง
 ตั้งใจเรียน  ตั้งใจจด  ตั้งใจฟัง   ไม่พูดคุยเสียงดัง  แต่งกายเรียนร้อย เข้าเรียนตรงเวลา
ประเมินเพื่อน
เพื่อนมาเรียนตรงต่อเวลา   ตั้งใจเรียนทุกคน  น่ารักพูดมาก 555
ประเมินอาจารย์ผู้สอน
อาจารย์มีเทคนิคการสอนใหม่ๆเข้ามา  เช่น การเล่นเกม  การนำวีดีโอมาให้ชม   เพาเว้อพ้อยที่นำเสนอก็มีเนื้อหาที่ชัดเจน    เข้าสอนตรงต่อเวลา  แต่งกายเรียบร้อยควรเอาเป็นตัวอย่าง

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

วัน จันทร์ที่ 6 เดือน เมษายน พ.ศ.2558

บันทึกอนุทินครั้งที่  12
วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวม
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ  แจ่มถิ่น
วันอังคาร  ที่  31  เดือนมีนาคม พ.ศ.2558
ครั้งที่  12  กลุ่ม  103   ห้องเรียน 443
เวลาเรียน 14.10 - 16.40 น.

***  ในรายสัปดาห์นี้อาจารย์ได้งดการเรียนการสอน  เนื่องจากมีกีฬาสีคณะศึกษาศาสตร์  โดยอาจารย์มอบหมายให้นักศึกษาทุกคนไปช่วยการทำอุปกรณ์เชียร์  แสตน  และเข้าร่วมกิจกรรมกีฬาสีคณะศึกษาศาสตรฺ์  โดยนักศึกษาทุกคนก็ให้ความร่วมมือกันอย่างดี  และบางคนลงกีฬาเพื่อเป็นตัวแทนของเอกปฐมวัย  โดยการแข่งขันครั้งนี้เอกปฐมวัยก็ได้รางวัลมามากมาย  ทั้งแสตนเชียร์  เชียร์หลีดเดอร์  และกีฬาอื่นๆอีกมากมายคะ


 

 

วันอังคาร ที่ 25 เดือนมีนาคม พ.ศ.2558

บันทึกอนุทินครั้งที่  11
วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวม
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ  แจ่มถิ่น
วันอังคาร  ที่  25  เดือนมีนาคม พ.ศ.2558
ครั้งที่  11  กลุ่ม  103   ห้องเรียน 443
เวลาเรียน 14.10 - 16.40 น.

  *** ในรายสัปดาห์นี้อาจารย์ประจำวิชาได้จัดสอบกลางภาคเรียน  โดยให้นักศึกษาเข้าสอบทุกคน โดยเนื้อหาการสอบอาจารย์ได้สอนไปแล้วทั้งหมดให้นักศึกษากลับไปทบทวน อ่านให้ดี  โดยมีคะเเนนเต็ม  10  คะเเนน  สรุปในรายสัปดาห์นี้จึงงดการเรียนการสอน  แจ้งมาเพื่อทราบค่ะ



วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2558

วันเสาร์ ที่ 21 เดือนมีนาคม พ.ศ.2558

บันทึกอนุทินครั้งที่  10
วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวม
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ  แจ่มถิ่น
วันอังคาร  ที่ 18  เดือนมีนาคม พ.ศ.2558
ครั้งที่  10  กลุ่ม  103   ห้องเรียน 443
เวลาเรียน 14.10 - 16.40 น.


                  ในการสัปดาห์นี้เริ่มต้นด้วยการ อาจารย์นำสีและแผ่นซีดีเพลงมาแจก และ ได้ให้เล่นเกมส์  ไร่สตอเบอร์รี่      โดยมีวิธีการเล่นเกมส์ดังนี้      มีคำถามทั้งหมด  4  ข้อ


 

 



  1. รั้วสตอเบอร์รี่ไร่ของตัวเองเป็นอย่างไร
  2. หากเข้าไปในสวนสตอเบอร์รี่คุณจะกินสตอเบอร์รี่กี่ลูก
  3. หากเจ้าของสวนเข้ามาเห็นคุณจะทำอย่างไร
  4. หากออกมาจากสวนสตอเบอร์รี่คุณรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์เมื่อซักครู่นี้
คำตอบ และ คำเฉลย

  1. ตอบรั้วเหล็กสูง    หมายถึง    ยิ่งสูงยิ่งยับยั้งชั่งใจ
  2. ตอบไม่กินค่ะ    แต่เก็บใส่ถังและจ่ายตังค์กลับบ้าน  หมายถึง  ลักษณะการมีกิ๊ก
  3. ตอบหนูไม่ได้ขโมย   แต่ เก็บแล้วจะไปจ่ายเงิน   หมายถึง   ถ้าแฟนจับได้
  4. ตอบน่าจะขออนุญาติเขาก่อน   หมายถึง   ความรู้สึก
        หลังจากเล่นเกมส์ไปอย่างสนุกสนานแล้ว อาจารย์ก็ได้ให้ฝึกหัดร้องเพลงเด็กปฐมวัย  5  เพลง  และเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอน   การส่งเสริมทักษะการช่วยเหลือตนเอง  เป็นทักษะสุดท้าย ในด้านสังคมเด็กพิเศษนี้ให้เขามีอิสระในการดำรงณ์ชีวิตให้มากที่สุดคือ   การกินอยู่    การเข้าห้องน้ำ    การแต่งกาย  รวมไปถึงกิจวัตรประจำวันต่างๆ   เด็กพิเศษจะไม่ค่อยมีอิสระในตนเองดังนั้นเราควรส่งเสริมให้เขาทำด้วยตนเอง

การสร้างความอิสระ
การสร้างความอิสระให้กับเด็กควรให้ทำดังนี้   เด็กอยากช่วยเหลือตนเอง   อยากทำงานตามความสามารถเด็กเรียนแบบการช่วยเหลือตนเองจากเพื่อนหรือเด็กที่โตกว่า     เพราะเด็กทุกคนต้องการทำอะไรด้วยตนเองขณะเด็กพิเศษยังชอบเรียนแบบเพื่อน หรือเด็กที่โตกว่า   เช่น   การผูกเชือกรองเท้า
ความสำเร็จเป็นสิ่งสำคัญเช่น  การได้ทำอะไรด้วยตนเองเด็กจะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองและเกิดความรู้ความรู้สึกที่ดี




หัดให้เด็กทำเอง
ในการปฏิบัติให้เด็กทำเองนั้นครูต้องทำดังนี้   ครูไม่ช่วยเหลือเกินความจำเป็น  อดทนอย่าใจอ่อน  เพราะผู้ใหญ่มักทำสิ่งต่างๆ ให้เด็กมากเกินไปทำให้แม้กระทั่งสิ่งที่เด็กสามารถทำได้เอง  หากให้เวลาเขาทำครูต้องห้ามพูดว่า  ..หนูทำช้า  ...หนูยังทำไม่ได้    ครูที่ดีควรทำให้เด็กแค่เรื่องที่เด็กขอ   เช่น   การผูกเชือกรองเท้า    เด็กขอให้ครูผูกแค่เชือกรองเท้า  แต่ครูใส่รองเท้าถุงเท้าให้หมด  อันนี้ผิด
เคสตัวอย่าง    น้องดาวซินโดรมคนหนึ่งครูจะพาไปเล่นกลางแจ้งแต่ในห้องเรียนมีเด็กปกติ แต่น้องดาวคนนี้ใส่รองเท้าไม่ได้  สิ่งที่ครูและเด็กควรกระทำคือ
  1. สอนให้เด็กรู้จักการรอคอย  
  2. ให้กำลังใจเด็กทีรอก่อน
  3. ไม่ให้เด็กคนอื่นพูดให้น้องดาวซินโดรมน้อยใจ
  4. ครูซักถามเด็ก   ไหนมีใครอยากช่วยเพื่อนไหม    เด็กทุกคนก็จะรู้สึกดีเพราะทุกคนเป็นเด็กเรียนรวมทุกคนต้องรอคอย
จะช่วยเมื่อไหร่ 
ครูควรจะช่วยเด็กหากิจกรรมมาช่วยเพราะหากไปคยันคยอเด็ก เด็กไม่ทำหรอก  เพราะจะมีบางวันที่เด็กไม่อยากทำอะไรหลายครั้งเด็กจะขอความช่วยเหลือในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว    หรือเมื่อเด็กรู้สึกว่ายังมีผู้ใหญ่ที่พึ่งได้     แต่ต้องได้รับความช่วยเหลือเฉพาะสิ่งที่เด็กต้องการหรือมักช่วยในช่วงกิจกรรม


ทักษะการช่วยเหลือตนเอง  อายุ  2-3 ปี




การแต่งกาย




การกินอาหาร




การอาบน้ำและเข้าห้องน้ำ




ทั่วไป

- ถอดเสื้อออกได้
- เปลี่ยนเสื้อได้
- อาจเลิกทำได้ง่ายๆ
- ต้องการคนช่วยเหลือแต่ก็ร่วมมือดี



- ใช้ช้อนส้อมได้
- แต่ชอบใช้มือและช้อนมากกว่า
- ป้อนอาหารที่ชอบได้เอง
- ดื่มน้ำจากแก้วได้

- บอกว่าจะเข้าห้องน้ำโดยไม่ทำเลอะก่อน
- กลั้นปัสสาวะ อุจจาระได้



- เปิดประตูเลื่อนหรือลูกบิดได้
- ขึ้นลงบรรไดโดยเกาะราวได้
- เลื่อนเก้าอี้มายืนเพื่อปีนหยิบของ


ทักษะการช่วยเหลือตนเอง  อายุ  3-4 ปี


การแต่งกาย


การกินอาหาร

การอาบน้ำและข้าห้องน้ำ

ทั่วไป

-ถอดเสื้อได้เรียบร้อย  รวดเร็ว
- ใส่เสื้อ  ถอดกระดุม  รูดซิปได้คล่อง
- เก็บเสื้อแขวนใส่ตู้ได้




- ใช้ช้อนส้อมได้คล่อง
- รินน้ำจากเหยือกใส่แก้วได้
- กินอาหารรวมกับคนในครอบครัวได้

- ชอบอาบน้ำเอง
- เล่นน้ำในอ่างจะไม่ค่อยเลิก
-อาบไม่สะอาด
-ตื่นนอนตอนกลางวันและขอให้พาไปห้องน้ำ

- บอกอายุ เพศ  ชื่อ  นามสกุลตนเองได้
-ทำตามคำสั่ง 2-3 อย่างได้
-แยกจากพ่อแม่ไปโรงเรียนได้


ทักษะการช่วยเหลือตนเอง  อายุ  4-5 ปี


การแต่งกาย


การกินอาหาร

การอาบน้ำและเข้าห้องน้ำ       

ทั่วไป

-ร้อยเชือกรองเท้าได้
-ถอดหรือใส่เสื้อได้โดยมีคนช่วย
-บอกด้านหน้า  ด้านหลังของเสื้อได้




-ใช้มีด  ช้อน  ส้อม
-กินอาหารได้เองโดยไม่ต้องป้อน
-ผู้ใหญ่อาจคลุกหรือฉีกเนื้อให้ก่อน

- อาบน้ำ  เช็ดตัวเอง
- เข้าห้องน้ำ  ล้างมือ  ล้างก้นได้

- เล่นกับเพื่อนบ้านเมื่อเรียกก็กลับ
- ทิ้งของเล่นต้องเตือนให้เก็บ
- ช่วยงานบ้าน  เช่น   จัดโต๊ะ  ทิ้งขยะ  ให้อาหารสัตว์


ทักษะการช่วยเหลือตนเอง  อายุ  5-6 ปี


การแต่งกาย


การกินอาหาร

การอาบน้ำและเข้าห้องน้ำ

ทั่วไป

- ผูกเชือกรองเท้าได้ 
- แต่งตัวเองไดทุกขั้น
- ช่วยน้องแต่งตัวได้





- กินอาหารด้วยช้อนส้อมได้  แต่มักไม่เรียบร้อย
- ไม่ค่อยสระผม
- รู้จักมารยาทในการรับประทานอาหาร

- อาบน้ำ  เช็ดตัวเอง
- ไม่ค่อยสระผม
- เข้าห้องน้ำขับถ่ายได้เอง

- ไปโรงเรียน
- นำเงินไปใช้ได้เล็กน้อย
- จัดเตียงตนเอง
- เอาเสื้อใช้แล้วใส่ตะกร้า


ลำดับขั้นในการช่วยเหลือตนเอง  ครูต้องย่อยงานให้เด็กเป็นทักษะการช่วยเหลือตนเองออกเป็นขั้นย่อยๆ  เรียงตามลำดับขั้นตอน   เช่น   การเข้าส้วม
  • เข้าไปในห้องส้วม
  • ดึงกางเกงลงมา
  • ก้าวขึ้นไปนั่งบนส้วม
  • ปัสสาวะหรืออุจจาระ
  • ใช้กระดาษขำระเช็ดก้น
  • ทิ้งกระดาษชำระในตะกร้า
  • กดชักโครกหรือตักน้ำราด
  • ดึงกางเกงขึ้น
  • ล้างมือ
  • เช็ดมือ
  • เดินออกจากห้องส้วม



ในการทำกิจกรรมนั้นควรมีการวางแผนและแยกกิจกรรมเป็นขั้นย่อยๆ ให้มากที่สุด

สรุป      ครูต้องพยายามให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ย่อยงานแต่ละอย่างเป็นขั้นๆ  เพราะ  ความสำเร็จขั้นเล็กๆ นำไปสู่ความสำเร็จทั้งมวล  ช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตนเองและเด็กสามารถพึ่งตนเองได้และรู้สึกว่าตนเองเป็นอิสระสามารถช่วยเหลือตนเองได้

เพลงนกกระจิบ 

นั่นนกบินมา ลิบลิบ
นกกระจิบ  1 2 3 4 5
อีกฝูงบินล่ิงลิยมา  6 7 8 9 10 ตัว



เพลงเที่ยวท้องนา 

ฉันท่องเที่ยวไป
ผ่านตามท้องไร่ท้องนา 
เห็นฝูงวัวกินหญ้า  1 2 3 4 5 ตัว
หลงเที่ยวเพลิดเพลิน
ฉันเดินพบอีกฝูงวัว
นับนับดูจนทั่ว  6 7 8 9 10 ตัว



เพลงแม่ไก่ออกไข่

แม่ไก่ออกไข่วันละฟอง
ไข่วันละฟอง  ไข่วันละฟอง
แม่ไก่ของฉันไข่ทุกวัน
1  วันได้ไข่ 1 ฟอง



เพลงลูกแมวสิบตัว 

ลูกแมวสิบตัวที่ฉันเลี้ยงไว้
น้องขอให้แบ่งไป 1 ตัว
ลูกแมว 10 ตัวก็เหลือน้อยลงไป
นับดูใหม่เหลือลูกแม่ 9 ตัว  



เพลง  ลุงมาชาวนา

ลุงมาชาวนาเลี้ยงวัว  เลี้ยงควาย
เอาไว้ใช้ไถนา
ลุงมาชาวนาเลี้ยงหมา  เลี้ยงแมว
ไว้เป็นเพื่อนลุงมา
*หมาก็เห่า  บ๊อก บ๊อก
แมวก็ร้อง เมี๊ยว  เมี๊ยว
ลุงมาไถนา  วัวร้อง  มอ  มอ



ประเมินการเรียนการสอนรายสัปดาห์

ประเมินตนเอง
ในรายสัปดาห์นี้ตั้งใจเรียนและแต่งกายเรียบร้อยและเข้าเรียนตรงต่อเวลา  ตั้งใจฟัง ตั้งใจจด
ประเมินเพื่อน
ในรายสัปดาห์นี้เพื่อนมาเรียนครบ  ตั้งใจเรียนและร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดี แต่เสียงดัง  พูดคุยกันขณะนั่งเรียน
ประเมินอาจารย์ผู้สอน
ในรายสัปดาห์นี้อาจารย์แต่งกายเรียบร้อย  เข้าสอนตรงต่อเวลา  สอนเข้าใจรู้เรื่อง  มีเทคนิคการสอนต่างๆมากมาย  สนุกสนานในการเรียน 

วันเสาร์ ที่ 21 เดิือน มีนาคม พ.ศ.2558

บันทึกอนุทินครั้งที่  9
วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวม
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ  แจ่มถิ่น
วันอังคาร  ที่ 11  เดือนมีนาคม พ.ศ.2558
ครั้งที่  9  กลุ่ม  103   ห้องเรียน 443
เวลาเรียน 14.10 - 16.40 น.

           ในรายสัปดาห์นี้เริ่มเรียนอาจารย์ได้พูดถึงการไปสอบเข้าบรรจุรับราชการของสังกัด กทม.และ สพธ.โดยมีข้อแตกต่างกันในการสอบบรรจุจะต้องผ่าน 3 ด่าน คือ สอบภาค ก สอบภาค ข และ สอบสัมภาษณ์ และเมื่อให้ความรู้เสร็จเรียบร้อยอาจารย์ก็ให้เล่นเกมส์ชื่อเกมส์ ทุ่งหญ้าสะวันน่า

 


 
ต่อไปเข้าเรื่องเกี่ยวกับการเรียนเรื่องการส่งเสริมทักษะต่างๆ ของเด็กปฐมวัย  ด้านทักษะภาษา
ด้านทักษะภาษา     เป็นด้านที่สภาพแวดล้อมต้องมีตัวหนังสือประกอบอยู่ในห้อง เช่น ป้าย  คำศัพท์  เพลง  นิทาน  คำคล้องจอง  กลอน  เป็นต้น

         การวัดความสามารถทางภาษา  มีวิธีการวัดความสามารถทางภาษาของเด็ก  เช่น  การเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดไหม    ตอบสนองเมื่อมีคนพูดด้วยไหม     ถามหาสิ่งต่างๆไหม    บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้หรือเปล่า   ใช้คำศัพท์ของตัวเองกับเด็กคนอื่นได้ไหม     และอาจารย์ได้บอกว่าเด็กอนุบาลให้ตายยังไงก็พูดไม่ชัด เช่น   พูดตกหล่น   จากคำว่า  จิ้งจก   เป็น  จก   การใช้เสียงหนึ่งแทนอีกเสียง    พูดติดอ่าง   เช่น   ครูครูครู

           การปฏิบัติของครูและผู้ปกครอง  หากน้องพูดผิดเพี้ยนต้องทำเช่นนี้
1. ไม่สนใจการพูดซ้ำหรือออกเสียงไม่ชัดเจน  อย่าไปเซ้าซี้ จำ่จี้จ่ำชัยเขา
2. หากบอกเด็กว่าพูดช้าๆ  ตามสบาย  คิดก่อนพูด
3. อย่าขัดจังหวะขณะเด็กพูด
4.อย่าเปลี่ยนการใช้มือข้างที่ถนัดของเด็ก
5. ไม่เปลี่ยนเทียบการพูดของเด็กกับเด็กคนอื่น
6.เด็กที่พูดไม่ชัดเจนอาจเกี่ยวข้องกับการได้ยินจากครู  ผู้ปกครอง  หรือ บกพร่องทางการได้ยิน

          ทักษะพื้นฐานทางภาษา   เด็กพิเศษเน้นการรับรู้ และ การแสดง   ทักษะพื้นฐานคือ  ฟัง   พูด  อ่าน  เขียน  โดยมีทักษะการรับรู้ภาษา   การแสดงออกทางภาษา   การสื่อความหมายโดยใช้คำพูด   เป็นต้น


พฤติกรรมตอบสนองการแสดงออกทางภาษา


        เด็กตอบสนองต่อสิ่งเร้านี้หรือไม่


        ใช่

          ไม่

      บางครั้ง


  •  เสียงของครูโดยการหันมามอง
  •  ต่อคำถาม  จะเอาอะไร  ด้วยการชี้
  •   ต่อประโยค  ช่วยเอาให้ที
  •  หาให้หน่อย  เมื่อครูไม่มีท่าประกอบ
  •  จะเอานี่ใช่ไหม  โดยการพยักหน้า
  •  หนูอยากได้อะไรด้วยการพูด
  •  เล่าให้ครูฟังซิ  โดยการพูดเป็นประโยค
  •  ใช้ทำอะไร   โดยตอบวลี หรือประโยค







พฤติกรรมเริ่มการแสดงออกของเด็ก


                  เด็กเริ่มทำโดย

     ใช่

       ไม่

    บางครั้ง

  •  ทำเสียงต่างๆผสมปนกัน
  •  ทำเสียงคล้ายพูดเพื่อเรียกร้องความสนใจ
  •  ใช้เสียงสูงต่ำเหมือนจะถามคำถาม
  •  ชี้ไปยังสิ่งที่ต้องการจะเอา
  •  ขอสิ่งต่างๆโดยการบอกชื่อ
  •   พูดเป็นวลีที่มีเสียงคล้ายคำ















     
*** หากเด็กหันมามอง  หรือขยับตัว แขน ขา เล็กน้อย  หรือแสดงปฎิกริยาใดๆ  แสดงว่าเด็กปกติ

  ความรับผิดชอบของครูปฐมวัย  ครูต้องรับรู้พัฒนาการทางภาษาของเด็ก เช่น 
  1. การรับรู้ภาษามาก่อนการแสดงออกทางภาษา  
  2.  ภาษาที่ไม่ใช้คำพูดมาก่อนภาษาพูด   
  3.  ให้เวลาเด็กได้พูด   
  4.  คอยให้เด็กตอบ  (ชี้แนะหา)
  5. เป็นผู้ฟังที่ดีและโต้ตอบอย่างฉับไว
  6. เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาจากการฟังอย่างเดียว
  7. ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่ม  เด็กพิเศษได้มีแบบอย่างจากเพื่อน
  8. กระตุ้นให้เด็กบอกความต้องการของตนเอง (ครูไม่คาดการณ์ล่วงหน้า)
  9. เน้นวิธีการสื่อความหมายมากกว่าการพูด
  10. ใช้คำถามปลายเปิด
  11. เด็กพิเศษรับรู้มากเท่าไหร่  ยิ่งพูดได้มากเท่านั้น
  12. ร่วมกิจกรรมกับเด็ก
การสอนตามเหตุการณ์เคสจำลองใช้กับเด็กพิเศษ

เรื่องการใส่เสื้อผ้าด้วยตนเอง    หากครูไปเจอเด็กกำลังใส่เสื้อผ้าด้วยตนเอง ครูต้องปฏิบัติดังนี้




ขั้นตอน

1. ถามว่า  หนูทำอะไรค่ะ
2. หนูจะใส่ผ้ากันเปื้อนใช่ไหมค่ะ
3. หนูใส่ผ้ากันเปื้อนได้ไหม
4. ไหนพูดตามครูสิ   ผ้ากันเปื้อน
5. ถ้าเด็กใส่ไม่ได้ครูก็ใส่ให้เลย

หลังจากนั้นอาจารย์ก็ให้ทำกิจกรรมดนตรีบำบัด  โดยการให้จับคู่กับคนเดิม  หยิบสีคนละสี  คนหนึ่งลากไปตามเสียงเพลง  โดยทำให้มีช่อง ทำโดยวิธีไหนก็ได้ ลากไปจนกว่าเพลงจะจบ   โดยกลุ่มของดิฉันทำได้ดังภาพนี้



      โดยกิจกรรมนี้สามารถบกบ่องถึงบุคลิกภาพของเเต่ละคนว่าเป็นคนเช่นไร   และยังสามารถฝึกสมาธิ   ได้ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ในการทำกิจกรรม   และส่งเสริมการทำงานร่วมกับผู้อื่น   อีกทั้งยังได้จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ของเเต่ละคนด้วยคะ

ประเมินการเรียนการสอนรายสัปดาห์

ประเมินตนเอง
ในรายสัปดาห์นี้ตั้งใจเรียนและแต่งกายเรียบร้อย
ประเมินเพื่อน
ในรายสัปดาห์นี้เพื่อนมาเรียนครบ  ตั้งใจเรียนและร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดี
ประเมินอาจารย์ผู้สอน
ในรายสัปดาห์นี้อาจารย์แต่งกายเรียบร้อย  เข้าสอนตรงต่อเวลา


Cute Grapes 2 เอาไปใช้แล้วช้วยเม้นท์หน่อยนะ^^ Cute Grapes 2